Jao's profileMdSponXPhotosBlogListsMore Tools Help

Jao Mdeo

Occupation

MdSponX

แมวโพงแสนดี
June 26

ผู้เสพติดกาม รีเทิร์น ตอน แมวเทา และเมียของเขา

ในคืนที่ฝนตกข้าพเจ้าละเลียดอาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหงาหงอย

แม่ค้าหมูปิ้งบนบาทวิถีกำลังฝันถึงอนาคตของลูกชายวัยรุ่นที่กำลังจะเข้าเรียนในสายอาชีพปีนี้ แต่เมื่อสักครู่มันพึ่งพาแฟนสาวซิ่งมอเตอร์ไซค์ผ่านไป นางจึงกลับสู่ความเปนจริงเมื่อเสียงและลมที่ตีมาจากมอเตอร์ไซค์พัดเอาความฝันแตกกระจายไปกับควันหมูปิ้งที่ลอยกรุ่นนั้น

ยามหนุ่มกำลังฝันเห็นตัวเองในเครื่องแบบตำรวจยศจ่าสิบตรี เมื่อเขาเก็บเงินสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายสิบได้ในปีหน้า แต่ค่าแรงวันนี้อาจจะถูกหักเมื่อเขาหลับตาและฝันถึงมันจริง ๆ

แม่บ้านที่กำลังถูพื้นในสุขาชายของห้างหรู ฝันถึงชีวิตเรียบง่ายในบ้านเล็ก ๆ ของตัวเองที่บ้านนอก เธอมีลูกที่รอที่จะยิ้มและสวมกอดเมื่อเธอกลับไป แต่ ณ ขณะนี้เธอเหมือนเปนอากาศธาตุอยู่ในสุขาที่มีผู้ชายทำธุระส่วนตัว (ขี้ - เยี่ยว) อยู่รอบข้าง

ความฝันเปนเรื่องโรแมนติคและดูเปนชนชั้นกลางมาก ๆ แต่จริงแล้วไม่ว่าชนชั้นฐานันดรใด ย่อมมีความฝัน เพราะมันหล่อเลี้ยงชีวิต บางคนฝันไปไกล บางคนฝันลม ๆ แล้ง ๆ เราไม่ควรดูแคลนฝันของคนอื่น เพราะหลายครั้งเราพบว่าคนเหล่านั้นอาจจะมองเห็นโอกาสที่เรามองไม่เห็น เพียงแต่เขายังไม่สามารถทำให้มันเปนจริงได้ในเวลานี้เท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าเคยเห็นความฝันของน้องแมวเทา เคยเจิดจรัสเรืองรอง ตอนเด็ก ๆ เขาเคยบอกว่าความฝันอันสูงสุดของเขาคือการได้ไปเตะบอลในสนามศุภชลาศัย จำได้เท่านี้แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาบรรลุฝันนั้นไปหรือยัง นั่นไม่สำคัญเท่ากับการได้พบเขาอีกครั้งในวัย ยี่สิบต้น ๆ ในสภาพที่เมาพอสมควร อยู่ในศูนย์อาหารฟู้ดแลนด์ใกล้บ้าน

ความบังเอิญทำให้เราได้พบกันหลังจากที่ไม่ได้พบกันหลายปี ความกำยำแบบหนุ่มนักกีฬายังปรากฏเค้าของมันให้เห็นอยู่บ้างหากแต่ใบหน้าที่กร้านแววตาอมทุกข์กลิ้งอยู่ในแดงฉ่ำของฤทธิ์แอลกอฮอล์เจือจาง ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงมานั่งตรงนี้คนเดียว คนเรากินเหล้าควรมีเพื่อน การเมาคนเดียวคงมีอะไรไม่ปกติอยู่ในความหมาย...เขาหนีปัญหาหรือ...เขาปลีกวิเวกหรือ...เขาไม่วางใจใครสักคนในโลกให้ฟังความระทมของเขา จึงลงโทษตัวเองให้ความเหงาเฆี่ยนตีอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

แมวเทาบอกประวัติการศึกษาของเขาว่าเรียนจบมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกับข้าพเจ้าแล้วก็เดินทางมาแสวงหาปริญญาบัตร ที่คณะนิติศาสตร์รามคำแหง จนแล้วจนรอดมหาวิทยาลัยเปิดคงจะเปิดประตูกว้างไปจนเขารู้สึกว่าจะอยู่ข้างในหรืออยู่ข้างนอกรั้ววิทยาเขตคงไม่มีอะไรต่างกัน นานไปก็รู้ว่ามันคงหมดเวลาสำหรับการศึกษาของเขาแล้วจึงทำงานเปนลูกจ้างในร้านตัดสติกเกอร์แถวห้างใหญ่ย่านลาดพร้าว 93 ชีวิตของเขาไม่ได้วนไปไกลจากอาณาเขตของข้าพเจ้าเลยหากแต่เราไม่เคยเจอกัน แต่ตอนนี้เขากำลังอยากจะหางานใหม่เพราะว่าแฟนของเขาประจำเดือนขาดมา 2 เดืิอนแล้ว

ข้าพเจ้าไม่รู้จะแนะนำอย่างไรก็เลยแสดงความยินดีไปตามมารยาท ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่เขาอยากจะได้ยินคือมีงานใหม่ที่เงินเดือนเยอะกว่ามาแนะนำ

"ผมพาเมียไปทำแท้งมาสองทีแล้ว" เขากล่าวเรียบ ๆ ในความเยือกเย็นของแอร์ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงใด

"ทำไม...ถึงไม่ป้องกัน" ป้องกันแล้ว ผมให้เมียกินยาคุมฉุกเฉินทุกครั้ง

ข้าพเจ้าใจหายยิ่งกว่าเดิมเมื่อใดยินคำนี้ เพราะรู้ถึงอานุภาพที่ร้ายกาจของยาคุมฉุกเฉินที่เขาเอาไว้กินเมื่อสตรีถูกข่มขืน หรือกรณีฉุกเฉินอื่น ๆ เท่านั้น

"แล้วทำไมเราถึงไม่ใส่ถุงให้เขาป้องกันแต่ฝ่ายเดียวได้ยังไง" แมวเทาเงียบไปเมื่อข้าพเจ้าเสียงเขียว

"ผมฝังมุก ใส่ถุงแล้วมันชอบแตก อีกอย่างเมียผมก็ชอบด้วย..." ข้าพเจ้าสำลักน้ำดื่มตรามิเนเร่ออกมาทั้งปากและจมูกยังไม่ทันหายใจดี แมวเทาก็นำเสนออีก

"พี่จะดูไหม" ว่าแล้วแมวหนุ่มก็เปิดของมันออกมาจากกางเกงบอลอย่างรวดเร็ว

"เฮ้ย...ไอ้เหี้ย...บ้าฤเปล่า ...เออ ฝังแล้วมันแปลก ๆ จิงด้วยว่ะ เฮ้ยเก็บ ๆ " ข้าพเจ้าห้ามแต่ก็อยากดู และในที่สุดก็ได้ดูและก็สั่งให้เก็บก่อนที่คนอื่นจะมาร่วมกันดู

อวัยวะเพศของแมวหนุ่มดูไม่ต่างจากคนปกติเท่าไหร่ แต่มีก้อนเนื้อกลม ๆ อยู่ตรงกลางลำ เขาบอกว่ามันคือแก้วกลม ๆ ที่อยู่ปากขวดเหล้าฝรั่ง กรีดเนื้อบาง ๆแล้วก็เอาใส่ลงไป เย็บปิดแล้วรอให้แผลสมานกันดี มีความเชื่อว่าจะเพิ่มความหฤหรรษ์ในเพศรสแก่อิสตรี แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามีโอกาศที่ไอ้แก้วกลม ๆ นั่นจะทำให้เกิดบาดแผลมากกว่า

"แฟนตกขาว ด้วยฤเปล่า"

"ใช่เลยพี่ มีสีขาว ๆ แล้วมีกลิ่นเวลาเอากัน"

"ล้างน้ำออกฤไม่ ถ้าล้างไม่ออกมีสิทธิ์เปนเชื้อรานะ"

"..."เขาเงียบไป ควักโทรศัพท์ออกมาหมายจะโทรไปถามแต่ข้าพเจ้าบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะขอคำปรึกษาจากข้าพเข้าเพราะไม่ใช่แพทย์ จึงแนะนำให้เขาพาแฟนไปหาหมอ

การทำแท้งตอนสามเดือนคือการเอาอะไรไปขูดตัวอ่อนที่ติดกับผนังมดลูกออก ทำครั้งเดียวก็สะบักสะบอมแล้วทำมาสองครั้งจะยับเยินขนาดไหน แล้วยังกินยาคุมฉุกเฉินเกือบทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ตอนนี้สภาพร่างกายเธอคงแย่เต็มแก่แล้วล่ะ

"ทำไมเราถึงไม่ป้องกันที่เราก่อน" ข้าพเจ้ากลับมาถามคำถามเดิม ดูเขาไม่ค่อยพอใจนักเมื่อรู้ว่าความผิดพลาดนั้นตัวเขาก็มีส่วนที่จะหลักเลี่ยงได้แต่เขากลับไม่ทำ

"มันไม่สนุก" แมวเทาตอบสั้น ๆ แต่ในแววตาเขาครุ่นคิดอะไรหลายอย่าง บทสนทนาขาดไปนานแสนนานก่อนที่เขาจะขอตัวกลับบ้านไปหาเมีย

ข้าพเจ้ามองเห็นเขาเดินไปยังถนนเพื่อที่จะกลับบ้านด้วยวิธีใดก็ไม่ทราบได้ ฝนหยุดตกแล้วถ้าบ้านเขาอยู่ใกล้เขาคงเดินไปถึงได้โดยไม่ลำบากแต่เมียของเขาคงจะรอนานหน่อย และก็ไม่รู้อีกว่าคืนนี้เขาจะได้สนุกกับเมียเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้

คำตอบง่าย ๆ ของความสนุกข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เปนคำตอบที่เรียบง่ายและสะเทือนอารมณ์ที่สุด เราทุกคนที่เปนมนุษย์รู้ว่ากามเปนเรื่องสนุก กามเปนความสุขยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งกว่าเงินทอง ยิ่งกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งกว่ารสพระธรรม (ขอน้อมรับคำด่าที่จะตามมาหลังจากประโยคเมื่อสักครู่นี้) เราต้องยอมรับมันจริง ๆ ว่ามันทั้งหอมหวาน อร่อย มันชักนำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มาบนโลกนี้มากมาย และที่น่ากลัวคือมันเปนอาหารที่กินแล้วไม่รู้จักอิ่ม ความน่ากลัวอันนี้แหละที่ทำให้ทุกศาสนาจึงกันมันออกจากวิถีทางแห่งธรรม

ความสุขในกามนำมาผลลัพท์มากมาย ไม่ว่าจะเปนมารหัวขน โรคติดต่อ โศกนาฏกรรม แต่เราก็ยังทำ มันเปนอะไรที่บ้านเราเรียกว่า "บาปหวาน" เราทุกคนต้องเคยลิ้มลองกันมาบ้างไม่มากก็น้อย และเราก็รู้ว่ามันอร่อยยังไง และมันตกนรกยังไง ใช่...ข้าพเจ้าเชื่อแหละว่าแม้แต่นักโทษประหาร หรือว่าเด็กอายุ 13 ที่ฆ่าข่มขืนเด็กอายุ 9 ขวบ มันก็รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ มันก็รู้หมดแหละว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่บังเอิญว่า อะไรที่มันไม่ดี มันมีความยั่วยวนหอมหวานกว่าสิ่งดี ๆ แค่นั้นเอง

โรงเรียนสอนอะไรเรา ศาสนาสอนอะไรเรา ครอบครัวสอนอะไรเรา ทุกสถาบันสอนในสิ่งเดียวกันคืออะไรคือดีคือชั่ว แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าเราจะอดทนต่อความเย้ายวนของมันได้อย่างไร และเมื่อมันสุดจะทนอะไรที่ทำให้เราป้องกันเหตุร้าย ๆ ที่จะตามมาได้ เราไม่สอนกันตรงนี้เพราะคำตอบง่าย ๆ เช่นกันนั่นคือ

"สิ่งเหล่านี้เปนสิ่งลามกอนาจาร เยาวชนควรหลีกให้ไกล"

เปนไปได้ยังไง เพราะสิ่งที่เค้าว่ามันลามก มันเกิดมาพร้อมกับเราทุกคน และมันก็อยู่ในใจเราทุกคน หรือคิดว่าไงกัน???

แมวโพง ผู้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่

June 13

เมื่อฝนโปรย

ไม่ค่อยชอบฤดูฝนเท่าไหร่ใน 3 ฤดูที่มีในบ้านเรา

      ฝนตกที่บ้านนอก นอนอยู่บ้านดูฝนพรำ บางทีก็นั่งดูเมฆสีเทาๆ ที่ลอยผ่านไปมา ลุ้นว่ามันจะตกที่บ้านเราหรือเปล่า บางทีอากาศร้อนอบอ้าวแบบที่เหงื่อออกจนเหนียวตัว แต่เมฆกลับลอยอุ้มเอาน้ำฝนไปตกที่อื่นซะงั้น ในความทรงจำเกี่ยวกับฟ้าฝนมีมากมาย แต่ที่จำได้คือเคยโดนฟ้าผ่าใกล้ ๆ ห่างประมาณไม่เกิน 10 เมตร จำได้ว่าในความจริงเราควรจะได้ยินเสียงที่ดังมากแต่ว่าเรากลับไม่ได้ยินอะไรเลย เป็นอาการที่เรียกว่าหูดับ แล้วทุกอย่างใกล้ ๆ ตัวเปนสีขาวไปหมด พอทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ปวดหูมาก แต่ก็ไม่ได้เปนอะไรไปมากกว่านั้น ไม่ได้หมดสติแล้วมีเทพมาประทานพรให้ออกไปสแกนกรรมให้ชาวโลกแต่อย่างใด

 

      ผ่านไปอีกหนึ่งงานนั่นคือภาพยนตร์สั้นเรื่อง "พี่-น้อง" นำแสดงโดยน้องเจน ที่เคยเล่นเรื่องฝัน น้องโม ธาราทิพย์ ศรีดี นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ น้องโค้ช นักว่ายน้ำดาวรุ่ง และ น้องอาร์ม มือทรัมเปตวงออกัสที่รู้จักกันดี ตอนนี้ตัดต่อเสร็จแล้วให้กิฟทำสกอร์ปลายเดือนทุกอย่างน่าจะไฟนอลและฉายเดือน กค มั้งไม่แน่ใจแต่น่าจะตามคิวที่เขาจัดมาให้ เรื่องนี้เปนหนังสั้น สั้นจริง ๆ ประมาณ 38 นาที ดูกันจุใจ หลังจากนี้คงไม่มีใครชวนไปทำหนังสั้นอีกแน่แท้ เรื่องราวของ "พี่-น้อง" จะเปนยังไงก็โปรดติดตามกันต่อไป รายละเอียดคงมากับแผนพีอาร์ที่ทางช่องทีวีไทยเค้าจะปล่อยออกมาอะเนอะ

      งานอื่น ๆ ที่จะตามมาก็อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยกันอยู่ ที่แน่ ๆ หนังเรื่อง 14 กำลังเขียนบทอยู่หลังจากที่แก้แล้วแก้อีก ปรับแล้วปรับเล่าตอนนี้ได้โครงเรื่องที่ลงตัวแล้วกะลังดำเนินงานอยู่กับพี่เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ คาดว่าได้เปิดกล้องแน่ ๆ ปลายปีนี้ ส่วนจะได้ดูชมคงน่าจะเปนปี 2010 เพราะงานนี้แสวงหาCGเจ้าดี ๆ หน่อยคาดหวังว่าคงทำนอกประเทศเพราะผ่านมาแล้วCG เมืองไทย ไม่ไหวจะเคลียร์ คราวที่แล้วทำกันแสบแท้ ๆ นึกว่าแค่ซีม่าาา ที่จริงนั่นหนาาา อนิจจา ทิงเจอร์... อย่าหาว่าไม่รักฝีมือคนไทยด้วยกันเองเลยนะ คนไทยทำCG ฝีมือดี ๆ มีเยอะแต่สิ่งที่ขาดคือทีมเวิร์คที่ดี เผอิญว่าการทำงานแบบนี้มันต้องอาศัยการทำงานเปนทีมด้วยไง ไม่ใช่นั่งคอมใครคอมมัน เก่งใครเก่งมัน สุดท้ายแล้วก็ไม่ค่อยจะรอด เวลาทำCG สิ่งที่ถูกเรียกร้องคืองบประมาณและเวลา เราเคยมีงบประมาณให้แล้วสุดท้ายมันก็ออกมาไม่ได้ดังใจ ตอนนี้ตั้งเปนโจทย์ใหญ่แล้วว่าหนังเรื่องนี้ต้องมีทั้งเวลาและงบประมาณเพื่อ CG ถ้าไม่ถึงก็ไม่ทำ

      และอีกอย่างคือ ไทยทำไทยใช้ ไม่ไหวจริง ๆ เวลาสร้างงานที่งบน้อย คนคิดบทคนทำโปรดัคชั่นทีมงานอื่น ๆ ยอมกัดก้อนเกลือกินเพื่อให้ได้งานที่ดี คนสร้างหนังหลายคนสร้างงานดี ๆ จากงบน้อย ๆ เราก็ทำมันจนจบได้ แต่พอถึงเวลาทำ CG ปุ๊บต้องเรื่องเงินมาก่อนทันทีและดูเหมือนงบประมาณเยอะเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะทำให้มันเนียนได้ ไม่ได้หมายความว่าการทำงานอยู่กะคอมที่โต๊ะเฉย ๆ มันควรจะได้ตังค์น้อยกว่าคนที่ทำงานในโปรดัคชั่น แต่คำถามคือคนทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิคบ้านเราประเมินฝีมือตัวเองสูงกว่าที่มันออกมาหรือเปล่า หนังอย่าง ปืนใหญ่จอมสลัด / บอดี้ศพ19 / หรือแม้แต่ 13 เกมสยอง ใช้งบCG ไปไม่น้อย ภาพที่ออกมา คนดูตัดสินกันได้ และล่าสุด สึนามิ วันโลกสังหาร เราเข้าใจดีว่าคุณทรนงแกเครียดเพราะอะไร

      เอาเถอะ...ไหน ๆ พูดมาถึงตรงนี้แล้วอยากจะบอกว่า กลุ่มคนที่ตกทุกข์ได้ยากที่สุดในวงการหนังไทย นั่นคือทีมงานเนี่ยล่ะฮะ วันหนึ่งนายทุนบอกว่างบสร้างหนังไม่เกินเท่านั้นเท่านี้บาท โปรดิวเซอร์ก็ต้องปวดหัวว่าจะลดราคาอะไรดี น้ำมันก็ขึ้น เนื้อหมูก็ขึ้น หันไปทางฝ่ายอุปกรณ์และช่างเทคนิค ค่าเช่ากล้อง ค่าเช่าไฟ ตั้งแต่ทำหนังมาไม่เคยเห็นจะลดราคา ยิ่งค่าตัวพวกช่างเทคนิค นี่ไม่เคยจะลดให้เรา รวมไปถึงแต่งหน้าทำผม พวกนี้ค่าตัวฟิกซ์ จะไปลดพวกฟิล์มแลป โพสต์โปรดัคชั่น ก็ไม่มีใครลดให้ สุดท้ายก็พวกเดียวกันเองเนี่ยแหละ ผกก คนเขียนบท ผู้ช่วย ผู้จัดการกอง ดาราบางคนที่คุยได้ ฉะนั้น หนังทุนต่ำทุกวันนี้หมายถึง หนังค่าตัวทีมงานต่ำ หรือว่าทีมงานแทบไม่ได้ค่าตัว ทำด้วยใจรัก หรือไม่มีที่ไปก็มี อ่อ อีกอย่างที่ไปลดเค้า คือพวกค่าทำฉาก ทำเซ็ท บางทีมันกะหลั่วนี่ไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญญาคิดนะ แต่บางทีคิดแล้วแต่ไม่มีตังค์ไปซื้อของมาเซ็ทจริง ๆ ทำใจ...

       ไม่ได้ขอความเห็นใจจากคนดูหนังไทย ไม่ได้ทำตัวน่าสงสาร แค่รำพันชีวิตเศร้าที่คนทำหนังอย่างเราต้องเผชิญเท่านั้นเอง เพราะอย่างไรเราก็ทำหนังไทยต่อไป แม้จะมีทั้งก้อนหินและดอกไม้ปาออกมาจากริมทางเดินบ้างแต่เราก็จะทำมันต่อไป เพราะอะไรก็ไม่รู้...รักไม่มีเหตุผล

      อาจจะบ่นเรื่องหนังเยอะไปหน่อย เพราะตอนนี้กลับมาทำหนังแล้ว หลังจากที่หลงระเริงไปกับแสงสีของวงการและแอบไปทำอย่างอื่นอยู่พอสมควร (จริง ๆ แล้วแอบไปทำงานเก็บเงิน ตอนนี้รวยแล้วเลยกลับมาทำหนัง เพื่อที่จะจนต่อไป) แฟน ๆ วงน้องสิงห์คงต้องรอกันเปนพัก ๆ ช่วงนี้ Low Season งานไม่เข้าก็ดีแล้วปล่อยน้องสิงห์ไปเรียนหนังสือหนังหากันบ้าง หลังจากที่ประเดิมเปิดเทอมมหาลัยวันแรกด้วยกันพากันโดดยกวงไปเมืองจีน จนผู้ปกครองเขาฮึ่ม ๆ มาแล้วก็มี ช่วงนี้เลยให้ไปเล่าเรียนเพียรศึกษา แต่ก็แอบเตรียมงานหลาย ๆ งานอยู่ ขอให้อดทนและรอคอย และอย่าพึ่งลืมกัน

      ไปเมืองจีนเปนไง....เดี๋ยวค่อยอัพรูปลง facebook แต่โดยรวมก็โอเค แฟน ๆ ชาวจีนให้การต้อนรับอบอุ่นและไม่คิดว่าจะได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้ ก็ขอขอบคุณแฟนคลับที่อุส่าห์พาเราไปจนได้มา ณ ที่นี้ด้วยเปนประสบการณ์ที่ไม่ลืมเลยจริง ๆ

      กิจกรรมอื่น ๆ นอกจากนี้ก็คงจะหาแมวตัวใหม่มาเปนเพื่อน เพราะทางด่วนนั้นแม่เอาไปชุบเลี้ยงที่เชียงใหม่แล้ว นางรักเหมือนลูกชายคนเล็ก ไม่ยอมปล่อยมา ส่วนเจ้าตัวก็หลงระเริงได้อยู่คฤหาสน์หรูชานเวียงพิงค์ก็เชิดหน้าชูคอ ลืมสิ้นว่าใครเคยชุบเลี้ยงมาก่อน ลืมคอนโดเก่า ๆ ที่เราเคยร่วมเคียง กระนั้นแล้ว ข้าพเจ้ากำลังหาเพื่อนใหม่มาเปนรูมเมท กะลังดูอยู่ว่าจะเปน อเมริกันชอร์ทแฮร์ สีซิลเวอร์ หรือ เบงกอลลายสปอต ดี หะแรกจะเลี้ยง เมนคูน แมวพันธุ์ใหญ่แต่มันขนยาวกลัววันไหนไม่เปิดแอร์ให้น้องน้องจะขนร่วง สรุปเลี้ยงแมวขนสั้นดีกว่า ใครรู้จักฟาร์มดี ๆ หรือมีขายถูก ๆ แนะนำกันได้นะฮะ

      นอกนั้นยังไม่มีอะไรน่าสนุกตื่นเต้นไปกว่่านี้ ผู้เสพติดกามยังไม่แวะเวียนมาให้เจอหน้า งานอื่น ๆ พอก่อน ทำหนัง ๆ ๆอยู่บ้านก็นอนเล่นดูฝนดูฟ้าต่อไป

คิดถึงทุก ๆ คน

แมวโพง อยากรวยจะได้อยู่เฉย ๆ ก็มีกิน

May 15

บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ

บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ
 
บอกชั้นซิ บอกชั้นซิ.... ใครโดนเพลงนี้หลอนอยู่ในหัวเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ยกมือขึ้น...
เพลงนี้นับว่าเป็นนวัตรกรรมการสะกดจิตในระดับที่ประสบความสำเร็จขั้นสูงของทรูมิวสิค
เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะมีแต่เสียงของน้องคนนั้นกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูว่า "บอกชั้นซิ
บอกชั้นซิ บอกชั้นซิ บอกชั้นซิ..." ท่อนเวิร์ส ท่อนโซโล่อินโทรอะไรจำไม่ได้สิ้น จำได้แต่
ท่อนฮุควนไปมาอยู่ทั้งวัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร บางทีก็เคลิ้มจนเกือบจะบอกอะไรนางไป...
 
ข้าพเจ้ารู้สึกถึงฤดูฝนย่างเยือนก็เมื่อสองสามวันก่อนที่ไปอยู่เชียงใหม่ อากาศที่นั่นเย็นสบาย
ไม่ร้อนไม่หนาวแต่แอบชื้นนิด ๆ พอสบายตัว ชอบเวลาที่ลมพัดมาแล้วรู้สึกถึงละอองน้ำอยู่
ในอากาศมันสบายตัวแบบที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้บ่อย ๆ อากาศแบบนี้จริงๆแล้วชอบอยู่บ้าน เปิด
หน้าต่างไว้แล้วมองดูลมพัดยอดไม้ไหวเอน นั่งเหม่อลอยดูเมฆเทา ๆ ดำ ๆ ลอยไปมา แต่
เดี๋ยวนี้คงไมค่อยมีเวลาทำแบบนั้นแล้ว
 
แม้ว่าช่วงนี้จะได้อยู่บ้านก็จริงแต่ส่วนใหญ่ก็ออกจาเป็นการเขียนงาน คิดงาน สร้างสรรค์
อะไรอยู่กับกระดาษ หรือคอมพิวเตอร์ และงานแบบนี้มักจะอยู่คนเดียว สิ่งที่ตามมาเวลาหัว
หลุดพ้นจากการคิดงานคือเหงา... ยิ่งอากาศแบบนี้บางคนชอบมันครึ้ม ๆ แต่ข้าพเจ้ามักจะ
รู้สึกเศร้า...ไม่รู้เป็นอะไร คงมีเรื่องฝังใจในอดีตเกี่ยวกะฟ้า ๆ ฝน ๆ เยอะมั้ง มันเลยเศร้าไป
เองทั้งที่ไม่มีอะไร...
 
(เสียงจากทีวี ...บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ... กูอุส่าห์เปลี่ยนช่องแล้วก็ยังตามมาเว้าวอนอยู่ได้
นังลูกโป่ง)
 
ก้มมองดูพุงตัวเอง ความอ้วนกลับมาอีกครั้ง มีช่วงนี้ที่เฟิมขึ้นมาหน่อยเพราะเวิร์คเอาท์ แล้ว
เดือนที่ผ่านมาโคตรขี้เกียจเลยไม่ได้ทำ รอบเอวเลยกลับมาอีกครั้งหนึ่งและเหมือนว่ามันจะ
ใหญ่กว่าเดิม  ไม่ได้การแล้วพรุ่งนี้เราต้องเริ่มเวิร์คเอาท์อีกครั้งเพื่อหุ่นอันเย้ายวนใจ ขอ
กำลังใจจากทุกคนด้วย...
 
พูดถึงเรื่องงานก็ยังไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า หนังสั้นก็พึ่งถ่ายเสร็จไปกำลังจะตัดต่ออาทิตย์หน้า
งานเขียนบทก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนจะไม่รีบร้อนแต่จริง ๆ แล้วก็คิดถึงมันตลอดเวลา
โชคดีมีคนมาช่วยก็แบ่งเบาไปได้บ้าง งานเพลงก็เริ่มเรียกเหล่าบรรดาน้องสิงห์มาซ้อมแล้ว
และพูดคุยกันเกี่ยวกับเอ็มวีบ้าง อัลบั้มชุดต่อไปบ้าง ละก็วางแผนว่าเราจะทำอะไรก่อนหลังดี
อนึ่ง...งานเพลงของตัวเองก็คุยกับกู๋ไว้พอสมควร และก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ทำกันไป พิมพ์มา
ถึงบรรทัดนี้ก็สำนึกได้ว่างานกูเยอะนี่หว่า...
 
งานเยอะก็จริงแต่อาจจะไม่มีอะไรออกสู่สายตาประชาชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะช่วงนี้
เป็นการเตรียมตัว การวางแผนและการเริ่มสร้างงานมากกว่าที่จะออกไปโชว์ ดังนั้นที่หายไป
ไม่ได้หนีไปเที่ยวหรือแขวนมงกุฏแต่อย่างใด เรียกว่าอยุ่ในระหว่างก่อสร้าง มากกว่า และไอ้
ที่ก่อสร้างกันอยู่ มันเป็นสิ่งใหม่ที่มันจะก้าวขึ้นไปมากกว่าเดิม ดังนั้นมันต้องใช้เวลา สติ
ปัญญาและความอดทนในการทำค่อนข้างมาก หวังว่าคงรอกันไหวเน่อ...
 
พอมีเวลาอยู่บ้านก็มีเวลาติดตามข่าวในวงการ ยิ่งรู้ยิ่งเห็นยิ่งทำให้เกิดปัญญา ปัญญาที่ว่าหา
ได้เกิดจากการได้รู้เรื่องดาราคนนั้นคบกันแล้วเลิก เลิกแล้วคบ คบแล้วก็ไปคบชู้แย่งคนนั้น
คนนี้ หากแต่เปนปัญญาที่ทำให้รู้ว่าตอนนี้ความบันเทิงของคนไม่ได้อยู่ที่การเสพงาน แต่อยู่
ที่การได้รู้ได้เห็นเสือกแส่ชีวิตของคนอื่นที่ไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเองแม้แต่น้อย น่าสงสาร
ดารา
 
เคยได้ยินนักข่าวบันเทิงท่านหนึ่งได้ยกหางตัวเองบอกว่า การที่เอาข่าวของดารามาแฉนั้นถือ
เปนเรื่องที่น่ายกย่องเพราะเปนการสร้างมาตราฐานที่ดีให้กับสังคมดารา จะได้ไม่มีประพฤติ
เปนเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีให้กับคนในสังคม แต่ข่าวที่พี่แกไปสรรหามาลงหนังสือก็เปนข่าวดารา
แย่งผัวแย่งเมียกัน หรือไม่ก็ดาราทะเลาะกัน ข้าพเจ้าดูยังไงก็เห็นว่าเปนการหากินกับเรื่อง
ของชาวบ้านอยู่ดี ยิ่งเวลาคุณเอารูปดาราหวอโผล่ หัวนมหลุด หรือภาพที่จงใจช้อนถ่ายหี
ดารามาลงปก มันเปนการสร้างมาตราฐานอะไร
 
(เสียงจากทีวี ... บอกชั้นซิ ... บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ.. ถูกแล้วลูกโป่ง)
 
แล้วพอสื่อทำให้เห็น ค่านิยมที่ว่าใครรู้ก่อน แฉก่อน ใครรู้จริงถือว่าแน่ ก็เกิดขึ้นโดยที่ไม่ยั้ง
คิดเลยว่าสิ่งที่จะแฉจะเปิดโปงนั้น มันจริงหรือเปล่า ถึงเป็นความจริง การที่ทำให้คนอ่านได้
เม้าสนุกปากกับการทำให้ชีวิตคนหนึ่งต้องจมคำนินทา ไปอย่างตรอมตรมหรือถูกพิพากษา
จากสังคม ไม่รู้เค้าจะคิดว่ามันเปนบาปกรรมหรือไม่ หรือคิดได้แค่ว่าก็เปนดารา ก็ต้องถูกหา
กินกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
 
ล่าสุดคอลัมภ์นิสต์ชื่อดังในโลกไซเบอร์ ที่มีชื่อเสียงในการแฉเรื่องต่าง ๆ มาแฉเรื่องคนใกล้
ตัวข้าพเจ้า เมื่อได้อ่านแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะทั้งหมดที่เขียนเกี่ยวกับหนุ่มน้อยออกัส หา
ได้มีเรื่องจริงไม่ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับพี่นักร้องวงร็อควงนั้นอ่านแล้วสงสารและสมเพช สงสาร
พี่นักร้องที่เค้าเปนคนดี มีฝีมือ จิตใจดี ทำงานการกุศลช่วยเหลือสังคมเสมอมา แน่นอนว่า
อาจจะมีด้านมืดด้านใดด้านนึงที่เรามองไม่เห็น แต่มันจำเปนหรือไม่ที่เราจะต้องรู้หรือถ้ารู้
แล้ว...คุณจะตัดสินเขาอย่างไรหรือ ในเมือสิ่งที่คุณคิดว่าเขาทำนั้น...คุณก็ทำอยู่เช่นกัน
ตามเนื้อเรื่องที่คุณเขียนขึ้นมาในคอลัมภ์ อะไรคือประเด็นที่คุณอยากจะบอกกับสังคมในการ
แฉครั้งนี้...และเขาไปทำอะไรให้คุณ คุณถึงใจร้ายกับเขาแบบนั้น
 
และที่สมเพช คือเวลาอ่านไป ก็นึกถึงคน ๆ หนึ่งที่พยายามเม้าอะไรด้วยคำหยาบคายเพื่อให้
เปนศูนย์กลางของเพื่อนๆ ที่ฟังและพยายามทำให้คนอื่นกลัวที่จะถูกคุณเม้าหรือแฉ แต่ใน
ตอนนี้คงไม่ค่อยมีใครกลัวคุณแล้วเพราะเรื่องที่คุณยกขึ้นมา บางเรื่องมันเปนเรื่องที่คุณได้
ยินมาแล้วมาแต่งเติมเอง และเรื่องเหล่านั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป น่าสมเพชกว่าที่คุณ
ก็ยังมั่นใจว่ามันเปนข้อมูลที่ถูกต้อง และที่น่าสมเพชที่สุด...คือคุณยังคิดว่าคนอื่นไม่รู้ว่าคุณ
คือใคร...
 
พูดถึงก็น่าเศร้า ขอไว้อาลัยแด่ชื่อเสียงขอพี่นักร้องคนนั้นที่ถูกทำให้แปดเปื้อน ตอนนี้รู้มาว่า
พี่เขาเสียใจและกังวลมาก ข้าพเจ้าใจฐานะแฟนเพลงและคนที่เคารพรักในผลงานขอเปน
กำลังใจให้พี่ผ่านความรู้สึกแย่ ๆ นี้ไปไว ๆ เชื่อว่าพี่นักร้องคงไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายที่
เปนเหยื่อของศาลเตี้ยในสังคมห่วย ๆ นี้แน่ อ่อ...แล้วฝากถามทุกคนหน่อยว่า ถ้ามีใครเอา
ความลับของเราไปเขียนให้คนอื่นอ่าน หรือเล่าให้คนอื่นฟังมากมาย เราจะรู้สึกยังไง แล้วถ้า
เรื่องพวกนั้นไม่ใช่เรื่องจริงของเราหากถูกแต่งเติมใส่สีเพื่อความสะใจของคนอื่นจนเรากลาย
เปนอะไรก็ไม่รู้...เราจะรู้สึกยังไง
 
ทุกครั้งที่หยิบหนังสือกอสสิป ฟังรายการแฉ อ่านเว็บบอร์ด แล้วลองนึกถึงว่ามันเปนภา
พของตัวเอง เรื่องของตัวเอง ความลับของตัวเราเอง...เราจะอ่านสนุก หรือเม้าได้อย่าง
มันส์ปากอย่างที่เราเม้าเขารึเปล่า
 
(เสียงจากทีวี...บอกชั้นซิ บอกชั้นซิ...บอกชั้นซิ บอกชั้นซิ...ไหนมีใครบอกเธอบ้างฤยัง
ลูกโป่ง)
 
ขอให้ความสร้างสรรค์เกิดกับสังคม ขอให้คนไทยค้นคว้าตำราให้ได้เหมือนค้นคว้าชีวิตดารา
ขอให้เราสร้างนวัตรกรรมได้เหมือนสร้างเรื่องเม้าชาวบ้าน ขอให้กล้าแฉความเลวระยำของ
กลุ่มการเมืองได้อย่างที่กล้าแฉเรื่องดารา แล้วบ้านเมืองเราจะพัฒนาไปได้อีกไกล
 
ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ
 
แมวโพง  ครางเสียงดัง
 
ปล.1 ชื่อย่อ MD เปนชื่อย่อของผู้เสพติดกามท่านหนึ่ง ซึ่งไปพ้องกับชื่อย่อของวงดนตรีชื่อ
ดัง การเม้าด้วยชื่อย่ออาจทำให้พลาดอะไรไปบางอย่าง และเรื่องข่าวโคมลอยในบางเว็บ
เทียบไมได้กับเรื่องของผู้เสพติดกามท่านนี้แม้กระผีกริ้น เพียงแต่ผู้เสพติดกามพยายามจะ
แฉตัวเองแต่ไม่มีใครสนใจจึงได้หยุดแฉตัวท่านเองมานับแต่นั้น
 
ปล.2 หากคิดถึงผู้เสพติดกาม ขอเสียงหน่อยยย...
 
April 05

มีนาคม...

เธอ...

     เมื่อคืนพายุพัดกระหน่ำไม่รู้มันหลงฤดูมาจากไหนแต่มันแรงมาก มันพัดเอากล่องเครื่องไอแมค24นิ้วที่ฉันวางเอาไว้รอชั่งกิโลขายตรงระเบียงลอยไปมาอย่างน่ากลัว แถมกล่องโฟมที่เอาไว้ใส่น้ำแข็งเวลากินเหล้าที่บ้านก็ลอยไปมาพร้อม ๆ กันราวกับมีผีสิง พอฉันตื่นมาก็พบว่ากล่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวและกล่องโฟมอันใหญ่ได้หายไป มันคงบินหนีไปแล้ว แต่ยังไม่ทันทอดอาลัย ตอนบ่ายมันก็มีพายุมาอีกระลอกหนึ่งคราวนี้ทำความสะอาดระเบียงบ้านฉันสะอาดเรี่ยมเร้ ไม่เหลืออะไรเลย ได้แต่หวังว่ากล่องโฟมและกล่องคอมจะไม่หล่นไปโดนศีรษะใครเขาให้บาดเจ็บล้มตาย

     เดือนมีนาคมต่อเดือนเมษายนจะมีฝนฉะนี้ที่เรียกกันว่า “ฝนชะช่อมะม่วง” หรือ “ฝนหัวสงกรานต์” ฉันก็ไม่แน่ใจหากแต่ภาวะโลกร้อนหรือะไรไม่ทราบทำให้ฝนตกน่ากลัวขนาดนี้ เคราะห์ดีที่มันไม่ตกตอนฉันไปเดินทาง เธอคงสงสัยล่ะสิว่าฉันเดินทางไปไหนมา จะบอกให้ว่าเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันเดินทางไปเยอะมาก

1.     ฉันไป ญี่ปุ่น พาหนังเรื่องรักแห่งสยามไปฉายนั่นแหละคราวนี้ไปเทศกาลภาพยนตร์โอซาก้า เทศกาลเขาสนุกมากทีเดียว อย่างที่เคยได้ยินมาว่าคนโอซาก้านิสัยหนุกหนานฮาแตก เห็นจะจริงเพราะมาเทศกาลนี้ถึงจะมาคนเดียวแต่ก็ได้หัวเราะเยอะดี ไม่รู้ทำไม แล้วก็ไม่เหงาด้วยเจ้าภาพจัดคนมาดูแลเราตลอดจะไปเที่ยวที่ไหนก็มีอาสาสมัครพาเราไป ก็ดีไม่เหงา คุยกันสนุกสนาน กลับมาจากญี่ปุ่นคราวนี้ได้เพื่อนมาเยอะแยะเลย ไปคราวหน้าก็คงจะได้เพื่อนมาอีก อาาา...จริงสิ ไปคราวหน้าก็ประมาณเดือน กลาง ๆ เดือน กค คราวนี้ไปโปรโมทหนังเรื่องเดิมเพราะมีคนซื้อไปแล้ว เขาเอาไปออกดีวีดีเลย อย่างไรก็ดีเขาก็ต้องการการโปรโมท จึงได้เชิญเราไป และมีแววว่าจะซื้ออัลบั้มวงน้องสิงห์ไปขายด้วยในไม่ช้า

2.      ฉันไป เกาะหมาก น้องแครอทชวนฉันก่อนหน้านี้มานานแล้วว่าจบมอหกอยากไปพาเพื่อนไปเที่ยว ดังนั้นฉันกับพี่วัวก็เลยจัดทริปนี้ไปให้ มีน้อง ๆ เพื่อนน้องแครอทประมาณ 15 คนรวมฉันและเพื่อนอีก 4 คนและน้องโจ้ที่หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับห้องนั้นแต่ขอติดตามไปด้วยอีก 1 จึงรวมเป็นยี่สิบคน จำนวนขนาดนี้ดูราวกับจะเป็นทัวร์เล็ก ๆ แต่เป็นอะไรที่ประทับใจมาก พี่ติ๊กได้เขียนบรรยายความสนุกสนานเอาไว้ใน facebook ของนาง ซึ่งฉันกำลังหัดเล่นและใช้ไม่ค่อยเป็นหรอกนะไอ้เฟสบุก อะไรเนี่ย กำลังหัดใช้อยู่ ว่าง ๆ ก็ลองเสิชไปหาดูได้นะ ใช้ชื่อจริงของฉันเสิชนั่นแหละเดี๋ยวก็เจอ

     ทริปเกาะหมากนี้ทำให้ฉันนึกถึงสมัยยังเด็ก ๆช่วงจบมอหกรอผลเอนท์เนี่ยเป็นช่วงเวลาที่วิเศษจริง ๆ นะยิ่งเรารู้ผลก่อนแล้วนี่โครตจะสบายเลย ฉันคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดแล้วล่ะเพราะเป็นเวลาที่เราจะภาคภูมิใจกับความสำเร็จของเราได้เต็มที่ รฦกดูว่าตอนนั้นเราจะภูมิใจมากที่เราเอนท์ติด นิเทศ วิดวะ ถาปัตย์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ แต่พอเราจบการศึกษาคณะเหล่านี้ไปแล้ว ความภูมิใจมันถูกแทนที่ไปด้วยความกลัวไปหมดเลย กลัวจะตกงาน กังวลว่าจะเอาไงกับอนาคตดี ดังนั้นเมื่อฉันได้อยู่ท่ามกลางความสนุกสนานของวัยรอเอนท์นี้แล้วไซร้ ฉันจึงฉกฉวยที่จะอินไปกับมันและกลมกลืนไปกับน้อง ๆ ทั้ง 15 คนได้อย่างกลมเกลียว

      คืนก่อนเดินทางกลับจำได้ว่ารีสอร์ทปิดไฟมืดหมดมีแต่พวกเรากับแสงเทียนอยู่ที่ริมหาด แสงไฟจากที่อื่น ๆ เอื้อมมาถึงเราเพียงน้อยนิดที่มีอยู่ก็แค่ดวงดาวที่พราวระยับอยู่บนฟ้า และแสงจากเรือหาปลาที่อยู่ริม ๆ ขอบฟ้าส่องสะท้อนกับเมฆที่อยู่ไกล ๆ ช่วงเวลานั้นสวยงามมาก มีความสุขเกินจะบรรยาย และฉันเชื่อเหลือเกินว่าทุก ๆ คนที่ไปคงจะไม่ลืมโมเม้นท์นั้นเลย จำได้ว่าเราคุยกันเรื่อง “ชีวิตคืออะไร” ฉันชอบคำตอบของเด็ก ๆ แม้จะไม่คมคายหรือพยายามจะคมได้เท่าที่วัยสิบเจ็ดสิบแปดปีของพวกเขาจะอำนวย แต่มันก็สดดี บางคนคงอาจจะพึ่งนั่งนึกถึงความหมายของสิ่งนี้เป็นครั้งแรกก็เป็นได้ นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้ว เพราะความหมายของชีวิตที่เราพูดถึงในวันนี้ กับความหมายของชีวิตที่เราจะเจอในวันข้างหน้ามันจะไม่มีพลังและสดใสเท่านี้หรอก ช่วงเวลาใต้แสงดาว เกลียวคลื่น หาดทราย แสงเทียน ช่างมีความสุขและมันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับความจริงที่ว่าแสงดาวที่เรามองเห็นในคืนนั้นอาจจะเป็นแสงของดาวที่แตกดับไปเมื่อ 15 ล้านปีก่อนแล้วพึ่งเดินทางมาถึงเราก็เป็นได้ เรือหาปลาที่ส่องแสงกระทบเมฆให้ของฟ้าสว่างไสวในยามคำ่คืน เขาก็ไม่ได้เดินเรือกันเล่น ๆเขาทำมาหากินเลี้ยงชีพกันทั้งนั้น กระนั้นแล้ว เหล่าสาธุชนทั้ง 20 เมื่อดื่มด่ำความสุขและสารัตถะแห่งชีวิตที่แสนหวานแล้วจงมาดำเนินชีวิตบนความเป็นจริงกันต่อไป เจอกันใหม่ อีก 5 ปีข้างหน้าก็แล้วกัน ฝากบอกเพื่อน ๆ ทุกคนด้วย

      ก่อนหน้านั้นนอกจากการเดินทาง ก็มีสิ่งที่ประทับใจเช่นกัน นั่นคือ การแสดงคอนเสิร์ต let’s swing Aha Aha เมื่อวันที่ 7 มีค อยากจะบอกทุกคนว่าประทับใจมากมาย ขอบคุณมาก ๆ ที่เสียสละเวลาเดินทางไปดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้ แม้คอนเสิร์ตใหญ่ของเราอาจจะดูเล็กเมื่อเทียบกับศิลปินจากค่ายใหญ่ แต่ความตั้งใจของเราไม่ได้แพ้กันเลย และแน่นอนว่าความสนุกสนานที่พวกท่านให้เรามาก็ไม่แพ้คอนเสิร์ตที่ไหนเลย แต่ยังไงก็ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้บันทึกภาพไว้จำหน่ายจ่ายแจก ด้วยเหตุผลหลายประการ ไว้โอกาสหน้าเมื่อน้องสิงห์เติบโตฝีมือบารมีแก่กล้ากว่านี้ เราจะทำแน่ ๆ ตอนนี้ก็ต้องคอยเฝ้าดูพวกเราเติบโตไปก่อนแล้วกัน ขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

     นอกจากเรื่องน่าประทับใจก็ยังมีเรื่องน่าสลดใจ นั่นคือการจากไปของรุ่นน้อง เป้ กอหญ้า นิเทศจุฬารุ่น 36 น้องเป้เป็นคนดีมาก เราเคยสนิทกันเมื่อตอนปีสอง(น้องอยู่ปี1) แล้วหลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตเวียนกันไปมาตามประสาชาวนิเทศ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงานตามอาชีพตัว ฉันไม่ได้ติดตามอะไรแต่พอมารู้อีกทีเป้ก็นอนซมอยู่ในห้องไอซียู ในสภาพที่ไม่รับรู่้อะไรได้อีกแล้ว ก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นหนึ่งคืน เป้ก็สิ้นลม เพื่อน พี่ และน้อง ไปร่วมงานศพกันอย่างครื้นเครงตามที่เป้บอกว่าไม่ให้เศร้า ส่วนฉันส่งใจไปร่วมอยู่เงียบ ๆ คนเดียวจากแดนไกล... ถึงแม้เป้จะไปแล้วแต่ทุกคนยังรฦกถึงความดีงาม ความสุขสนุกสนานที่เป้มอบให้เสมอ...

     อีกท่านนั้นคือฮีโร่ในดวงใจ รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีย์แห่งวงการวรรณกรรมได้สิ้นลมไปอย่างสงบแล้ว ทิ้งผลงานไว้ให้เรายกย่องเชิดชูว่าภาษาไทยเรานั้นแสนวิเศษเลิศลอย ท่านรงค์มิได้เปนแค่ผู้วางไวยากรณ์ในภาษาของตนได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ท่านยังเข้าใจที่จะบอกเล่า ตีแผ่ ลากไส้ ปอกเปลือกความเปนมนุษย์ทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้นได้อย่างถึงแก่น ยากที่จะมีใครเดินตามรอยได้ทัน ฉะนั้นเมื่อท่านลาลับไปแล้วจึงไปแต่กาย หากแต่จิตวิญญาณยังคงอยู่และโลดแล่นอยู่ในบรรณภิพพอยู่มิรู้สิ้นสมัย...

     เดือนมีนาก็ผ่านไปอย่างไม่ใยดี ข้าพเจ้าก็แก่ลงไปอีกปี เหลือเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตเลข 2 อีกสองปีเท่านั้น ตอนนี้ก็ได้แต่คิดว่าจะใช้มันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด แต่ดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านไปในเดือนมีนาคม ทั้งความสุขความทุกข์ ภาระกิจการเดินทาง ทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้ ฉันว่ามันก็คุ้มอยู่นะที่ผ่านไป

แล้วเธอล่ะ...กำลังใช้ชีวิตแบบไหนกันอยู่...

แมวโพง น่ารัก อาโนเนะ

ปล. สำหรับท่านที่ขอเพลง “แสงสว่าง” อดใจอีกนิดนึงนะ

February 19

เหตุผลที่เราควรไปดูคอนเสิร์ต

เหตุผลหลายประการที่ควรไปดูคอนเสิร์ต วงน้องสิงห์

               สิวขึ้นราวกับเด็กพึ่งแตกพาน หากจะบอกเหตุผลว่าเครียดก็เกรงว่าหลายท่านจะเปนห่วง ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ ขณะรักนี้ เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เครียดอะไรแค่อาจจะทำงานหนัก แต่จริง ๆแล้วข้าพเจ้าก็ทำงานหนักมาต่อเนื่องอยู่แล้วนินา สิวขึ้นอาจะเป็นเพราะช่วงนี้ซ้อมดนตรีร่างกายก็เหมือนได้กลับไปเปนเด็กอีกครั้ง กิ๊กกิ๊ว ^^

    มาจับงานคอนเสิร์ตวงน้องสิงห์จะว่าเป็นงานเก่าก็ไม่เชิง เพราะนี่เป็นการทำงานในฐานะมิวสิคไดเรคเตอร์ที่ควบคุมเรื่องดนตรีทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเวที โจทย์(ที่ตั้งขึ้นเอง) มีอยู่ว่า เล่นจริง ร้องจริง ไม่ลิปซิงค์ไม่เปิดแซมป์ ฉะนั้นคนซวยคือน้องสิงห์ที่ต้องซ้อม ๆ ๆ ๆ กันเจียนบ้า ส่วนข้าพเจ้ากลายเปนบ้าไปแล้ว งานการอื่นตอนนี้ต้องพักไว้ก่อนเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งเดือนที่จะเล่น ตื่นมาก็มานั่งเรียบเรียงเพลงไปถึงเย็น ๆ ก็ไปคุมซ้อมดนตรี ตกกลางคืนกลับมานั่งพิจารณาดูข้อดีข้อเสีย เพลงที่ซ้อมไปเปนยังไงกลับมาเรียบเรียงแก้หรือไม่ ถ้าแก้ก็คิดเอาไว้จดไว้ หากมีแรงก็ทำเสียคืนนั้น หากไม่ก็ตื่นมาแล้วค่อยทำแก้ไปเปนวัฏจักร อย่างนี้จนใกล้จะเล่นคอนเสิร์ต

    ยอมรับว่าค่อนข้างตื่นเต้นเพราะทำคอนเสิร์ตมาประมาณนึง และนี่ก็เปนคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ที่เคยดู ๆเค้าทำมาก่อน พึ่งรู้ว่ามันยากหยั่งงี้นี่เอง ทำหนังทำเพลงทุกอย่างเปนของแห้งทำเจ๊งก็อัดใหม่ ถ่ายใหม่ แต่ของสดแบบนี้เจ๊งแล้วเจ๊งเลย หรือถ้าคนไม่สนุกไปกับงานก็อาจจะมีรีแอคตอบโต้ได้ทันที ฉะนั้นช่วงนี้ทำการบ้านเยอะหน่อย คอนเสปต์ที่วางไว้คร่าว  ๆ ก็คงจะเหมือนเปนโชว์หนึ่งโชว์ที่มีดนตรีร้อยเรียงกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ คนดูได้ร้องได้เต้น ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมตลอดเวลา พร้อมความบันเทิงจากแขกรับเชิญที่จะเผยให้ทราบในช่วงใกล้ ๆ

    การได้ทำงานใหม่ ๆ ถือเปนความตื่นเต้น เพราะข้าพเจ้าชอบการเรียนรู้และการได้ทำคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือว่าเปนความสนุกและได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ มากมายที่ทั้งชวนเบิกบานใจและชวนลุ้นระทึก แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในการนี้คือความรู้สึกเปนน้องใหม่ของวงการอะไรซักอย่าง อย่างเช่นตอนนี้เปนน้องใหม่ของวงการจัดคอนเสิร์ต ความมีอีโก้ของคนทำหนังก็หมดไป ทุกอย่างเมื่อเริ่มจากศูนย์มันอาจจะดูงง ๆ โง่ ๆ ในตอนแรกหากแต่เมื่อได้พบคนใจดีให้คำสอนให้คำปรึกษาข้าพเจ้าจะรู้สึกดีทุกครั้งเพราะทำให้เรารู้ว่ามีคนเอ็นดูเราอยู่หากเรานอบน้อมและถ่อมตน ยังไงก็ต้องขอขอบคุณ ทุกท่านที่ให้การสนับสนุน "วงน้องสิงห์และสมาคม" (อีกหน่อยต้องใช้คำนี้) จนทำให้มีคอนเสิร์ตใหญ่ในครั้งนี้จนได้ และขอบคุณ สหมงคล บาแรมยู และทุกท่านที่เกี่ยวข้องที่ช่วยเหลือในการจัดงานครั้งนี้ ต้องขอบคุณไว้ก่อนเพราะตอนนี้รู้สึกอยากขอบคุณจริง ๆ โดยเฉพาะท่านที่ซื้อบัตรแล้ว

    ส่วนท่านที่ยังมิได้วางแผนจะมาดู หรือยังมิได้มีบัตรอยู่ในครอบครอง เหล่านี้คือเหตุผลของการมาดูคอนเสิร์ตวงน้องสิงห์ เลทสฺ สวิง อาฮ่า อาฮ่า...

    1.    ดูงานชิ้นใหม่ของแมวโพง ที่เปน Live Show ครั้งแรกของชีวิต ไม่ได้โชว์เองหรอก มีขึ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกระแส แต่ข้าพเจ้าเทียบงานนี้เท่ากับการทำหนังเรื่องหนึ่ง เปนโชว์ที่ต่างรูปแบบกันออกไป ไปดูติชม วิพากษ์วิจารณ์เม้ากันได้สนุกปาก งานนี้เต็มที่อย่างจริงใจใสซื่อ

    2. เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวไปว่า "วงน้องสิงห์และสมาคม" นั้นหมายความว่า ในงานมหรสพครั้งนี้ จักมีการเปิดตัวสมาชิกใหม่ ที่นำมาเสริมวงที่มีอยู่แล้วให้เยอะเข้าไปอีก พร้อมมีคณะแดนซเซอร์ตระการตา คาดหวังว่าหมดจากงานนี้ไปแล้วจะฟอร์มวงใหญ่เทียบเท่าคณะเสียงอีสาน นกน้อย อุไรพร (อันนั้นก็เว่อร์ไป) สมาชิกใหม่นำเสนอเราเรียกพวกเขาว่า  "ยูไล" หรือ "July" หน้าตาจะเปนไงเล่นอะไร ไว้รอลุ้นในงาน หรือไม่เด๋วก็จะมีแพลม ๆ ออกมาบ้างพอให้ชุ่มชื่นในฤทัย

    3. งานนี้เล่นเพลงใหม่ แต่งใหม่ ไม่เคยให้มนุษย์หน้าไหนฟังมาก่อน เคยมีแต่แมวที่บ้านได้ฟัง ตอนนี้น้องสิงห์ยังไม่ได้ฟังทั้งเพลง (เพราะยังแต่งไม่เสร็จ) ได้ฟังครั้งแรกในโลก ณ คอนเสิร์ตนี้ สาเหตุที่แต่งเพราะจู่ ๆ ก็แต่งเพลงนี้ได้ แล้วไม่รู้จะเอาไปให้ใครฟัง ครั้งจะเอาลงอัลบั้มชุดใหม่ ก็คงอีกนาน เลยขอนำเสนอแด่ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ เพลงนี้ชื่อว่าเพลง "แสงสว่าง"

    4. งานนี้แขกรับเชิญเขาเด็ดจริง ๆเก็บไปเปนเซอร์ไพรซ์ เพราะเขาและเธอผู้นี้คงไม่มีใครคาดว่าจะขึ้นมาอยู่บนเวทีเดียวกะน้องสิงห์ แต่มันกำลังจะเกิดขึ้น...

    5. ร้อยวันพันปีไม่เคยมาเขียนสเปศขายของ แต่วันนี้ทำและทำอย่างไม่เขินอายเพราะรู้สึกดีกับงานที่ทำ ฉะนั้นควรไป เพราะเหตุอันหนึ่งว่าหลังจากคอนเสิร์ตอันนี้แล้ว ไม่แน่ใจว่าจะได้ทำคอนเสิร์ตใด ๆ อีกไหม ดังนั้นขอฝากด้วยใจจริง

    6. หลังคอนเสิร์ตจะไม่ได้เจอกันนาน เพราะทุกคนต้องไปเคลียร์งานที่ละเว้นไปเพื่อมาซ้อมคอนเสิร์ต ข้าพเจ้าก็ไปทำหนังอะไรก็ว่าไป คนอื่น ๆ ก็มีภาระเรื่องเรียนที่ต้องสะสาง ดังนั้นคงหยุดรับงานไปแป๊บ ๆ เพื่อกลับไปใช้เวลามนุษย์งาน เรียนกันต่อไป และช่วงเวลาหยุดนี้ก็คิด คิดกันอยู่ว่าจะเดินต่อไปข้างหน้ายังไง แล้วเราต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะเดินต่อไปให้ไกลขึ้นและมั่นคง หยุดพักไปนานเพื่อที่จะกลับมากับสิ่งใหม่ ๆ อย่างแน่นอน จะได้ไม่เบื่อกัน

    ขอจบการขายของเพียงเท่านี้ รักทุกคน

ไว้เจอกันที่ JJ Mall   ^^

แมวโพง ผู้บริหารวงน้องสิงห์และสมาคม



January 22

สิ่งที่จะเกิดในปี 2009

ปีนี้ข้าพเจ้าอ้วนมาก

     และอ้วนที่สุดเท่าที่เคยเกิดมาเปนแมว เวลานั่งทำงานคอมรู้สึกอึดอัดมากรู้สึกได้ถึงพุงที่ย้วยทับลงไปเปนชั้นไขมัน เวลาที่ใส่เสื้อเข้ารูปทีไรก็มักจะถูกถามว่า "ท้องหรือเปล่า" บางคนก็คอนเฟิมไปเรียบร้อยแล้วแต่ข้าพเจ้าไม่อยากไปเอาความแก่เขาให้เปนการเสียเวลา รังแต่อาจจะทำให้คนอื่นคิดว่าข้าพเจ้าท้องไปแล้วจริง ๆ หรือแม้นไปพบอาภรณ์ใดงามเกินห้ามใจ แต่ปรากฏว่ามักจะไม่มีขนาดที่พอดีตัว ทั้งเสื้อและกางเกง ส่วนกระโปรงยังไม่เคยลอง ทำให้หมดความมั่นใจในการซื้อเสื้อผ้าและติดตามแฟชั่น ทุกวันนี้หยิบอะไรทีมีอยู่ในตู้ก็ใส่ ๆ ไป แต่งดีขนาดไหนคนก็มองพุงก่อน ระยำแท้

      กระนั้นก็จะหาใครมาเปนโทษก็ไม่ได้นอกจากตัวเอง ย้อนกลับไปสมัยวัยรุ่น ช่วงมอปลายและมหาลัยข้าพเจ้าผอมมาก ผอมขนาดกลับไปเชียงใหม่ แม่แอบเลียบ ๆ เคียง ๆ มาถามคนรู้จักว่าข้าพเจ้าติดยาหรือเปล่า จะว่าไปก็ไม่ได้ติด ติดแต่เบียร์ แน่นอนว่าช่วงมหาลัยเปนช่วงชีวิตที่หนุกหนาน กิน เที่ยว เฮฮากะเพื่อน ได้อย่างอิสระเสรี และก็ไม่ต้องดูแลตัวเอง ข้าพเจ้าไปกินเหล้าและกินเหล้าบ่อยครั้ง มีงานปาร์ตี้ที่ไหน ไม่ต้องเรียกหา ฉันก็เดินทางทันใด หลัง ๆ เวลาไปกินแล้วก็ขี้เกียจผสม เคยลองกินเพียวแล้วก็เมาเร็ว เบียร์คือทางออกที่ดีที่สุด ไม่ต้องผสม รื่นคอ ดื่มง่าย ลีโอ นี่หนึ่งในใจวัยนักศึกษาอย่างเรา แล้วนิสัยของข้าพเจ้าคือกินแบบไม่รีบร้อนไม่ผลีผลาม ไม่มา"โชนนน ชนนน ๆ ๆ ๆ หมดแก้ว ๆ ๆ ๆ" และจะรำคาญพวกนี้มากไอ้หมดแก้ว ๆ เนี่ย รู้ไหมว่ามันเมาเร็วและมันเปลือง ข้าพเจ้าชอบนั่งเรื่อย ๆ มาเรียง ๆมากกว่า แต่แบบนี้รู้ตัวอีกทีก็หมดไปเปนลังเหมือนกัน (กินหลายคนนะ) ช่วงที่กินเยอะ ๆ ก็ช่วงปีท้าย ๆ ของมหาลัยเห็นจะได้ มีคนทัดทานว่ากินเบียร์แคลลอรี่เยอะนะพี่ เท่ากะข้าวสี่จานเลยนะ แต่ข้าพเจ้าหาได้สนใจและประมาทคิดว่าตนเองห่างไกลจากความอ้วนเต็มที

     แต่หารู้ไม่ "ความประมาทเปนหนทางสู่ความอ้วน" ช่วงปลายมหาลัยและช่วงทำงานใหม่ ๆ อายุเราก็ประมาณซัก...20-22 ได้ช่วงนั้นร่างกายลดการเผาผลาญพลังงานลงให่้คงที่ มันไม่ได้เอาไปเจริญเติบโตใด ๆ แล้วตามที่เรียนสุขศึกษามา กล้ามเนื้อก็แข็งแรงแล้ว เสียงก็แตกแล้ว มีหนวดขึิ้นและขนขึ้นตามร่างกาย อวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอารมณ์ทางเพศ ทุกอย่างที่เรียนมาตอนมอสองเกิดขึ้นครบถ้วน ร่างกายก็เอาพลังงานไปทำอย่างอื่นสิ แต่ข้าพเจ้ายังคงบริโภคเหมือนเด็กกำลังโตตลอดเวลา (แต่เปนเด็กกำลังโตทีแดกเบียร์) ร่างกายก็มีพลังงานเหลือเฟือที่ไม่ได้เอาไปใช้ มันจึงแปลงสภาพเปนไขมันพอกพูนตามร่างกายอย่างช้าๆ เงียบเชียบ และมั่นคง ดังมัจจุราชร้ายที่ค่อย ๆ สังหารทรวดทรงอันงดงามเย้ายวนอารมณ์ทางเพศต่อเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน ไปทีละน้อย

หลายปีผ่านไป...

     ข้าพเจ้าอ้วนที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเกิดเปนแมวมา ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดและลำบาก เข้าผับเต้นแป๊บเดียวก็หน่อย สอนวงน้องสิงห์ออกสเต็ป แป๊บเดียวก็หอบ เดินขึ้นบันไดหลายชั้นหน่อยก็ไม่ไหว แถมอยู่เฉย ๆ มือกับเท้าก็ชอบออกเหงื่อ ผุ้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า มีโอกาสเปนโรคหัวใจ....กรี๊ดดดดดด......ไม่เอา ข้าพเจ้าไม่อยากเปนโรคหัวใจ... ข้าพเจ้าไม่อยากหัวใจวายเฉียบพลันขณะอยู่คนเดียวลำพังในคอนโดหรูแล้วมีคนพังประตูเข้ามาหลังจากที่หายไปหลายวันและมีกลิ่นเหม็นโชยออกไปรบกวนเพื่อนบ้าน ข้าพเจ้าไม่อยากให้ใครมาพบสภาพนอนเปลือยขึ้นอืดร่างขยายใหญ่กว่าเดิม 5 เท่าแล้วนักข่าวก็ถ่ายรูปไปขึ้นหน้าหนึ่งของทุกนสพ ฮือ ๆ ๆไม่เอา ๆ ๆ ดังนั้นปีนี้ข้าพเจ้าจะลดความอ้วน...จะลดจริง ๆ นะมึงชวนพี่วัวลดแต่ชีก็ไม่เอาด้วย ไม่เปนไรข้าพเจ้าจะลดคนเดียว ลำพังอย่างทรนง เพื่อให้ได้มาซึ่งหุ่นล่ำอวบ น่าแดก ไม่ต้องผอมมาก แต่ขอแค่ล่ำอวบ แบบหนังโป๊เกย์ญี่ปุ่นรุ่นหมี ก็พอแล้ว โปรดติดตามชมอย่างระทึกใจ

ยังมีสิ่งที่จะทำในปี 2009 นอกเหนือจากการลดหุ่นอ้วน

     1. สร้างหนังเรื่อง 14 อันเปนภาคต่อของ 13 เกมสยอง อันนี้ทุกคนรู้กัน ว่ายังไงก็ต้องทำอยู่แล้วและป่าวประกาศไปตั้งกะปีมะโว้ฉะนั้นไม่พูดถึงมาก เอาเปนว่าเขียนบทอยู่ น่าจะเปิดกล้องกลางปี ส่วนจะได้ดูปลายปีหรือต้นปี 2010 อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะเวลากะอะไรไว้มันมักจะเลื่อนเสมอ ๆ

     2. ทำคอนเสิร์ตใหญ่วงออกัส เล่นวันที่ 7 มีนาคม ณ JJ Hall ศูนย์การค้า JJ Hall เวลาเย็น อันนี้คอนเฟิมแล้ว บัตรราคาเท่าไหร่ขอประชุมกันอีกที ตอนนี้กำลังสรุปเรื่องโชว์และจะดำเนินการผลิตงานต่อไป งานนี้กะจำนวนคนไว้ประมาณ 2500 - 3000 คน ทีมสร้างแอบลุ้นระทึกว่าจะขายหมดหรือเปล่าหนอ งานนี้จะเปิดตัวนักดนตรีกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาเสริมทัพของวงที่ใหญ่อยู่แล้วให้ใหญ่เข้าไปอีกด้วย จะเปนอะไรก็ช่วยกันลุ้นละกัน อิอิ

     3. ปั้นโปรเจคให้คนอื่นเขา

          3.1ตอนนี้นำทีมเขียนบทหนังให้พี่ปรัชญา เรื่องนึงเอากลุ่มน้อง ๆ ที่รู้จักกันมาช่วยเขียน เปนหนังสนุก ๆ เบาสมอง จะเกี่ยวกับอะไรให้ ผกก เขาพูดเองดีกว่า

          3.2 ปั้นโปรเจคให้รุ่นพี่คนหนึ่ง ฝีมือดีร่วมงานกันมานานแล้ว พี่เขากำกับเอ็มวีมามากมาย มีวิสัยทัศน์และไอเดียที่น่าสนใจ ก็เลยจะช่วยแกปั้นโปรเจคหนังรักสักเรื่อง ตอนนี้กะลังคุยกันเรื่องพลอตที่ถูกใจพี่แกอยู่ ก่อนหน้านี้นำเสนอพลอตของเราไปแต่พี่เขาบอกว่ามันจริงไป ก็ไม่เปนไร ปั้นกันใหม่ได้ ที่เค้าไม่เอาเด๋วอาจจะเอามาทำเอง อิอิ

          3.3 ปั้นโปรเจคให้รุ่นน้องคนหนึ่ง รู้จักกันมานานตั้งแต่น้องเขาใส่ขาสั้น เรียนอยุ่ สก จนมาเรียนนิเทศจุฬา ฝีมือดี ควรจะไว้ใจได้ ตอนนี้เขากำลังเขียนบทอยู่น่าจะได้คุยกันเร็ว ๆ นี้ (ถ้ามึงอ่านอยู่ก็รีบ ๆ เขียนแล้วเอามาคุยด้วย) แฟน ๆ ออกัส อาจจะได้เฮเพราะนี่อาจจะเปนโปรเจคใหม่ของวงออกัส

          3.4 ปั้นโปรเจคอื่น ๆ ที่เข้ามาแต่ยังไม่ชัดเจน

     ทำไมถึงมาปั้นโปรเจคคนอื่นเขา เพราะคิดว่านี่เปนสิ่งที่ควรทำข้าพเจ้าเคยได้โอกาสจากผู้ใหญ่ใจดี หลาย ๆ คนที่ช่วยอุ้มชูให้ข้าพเจ้ามีวันนี้ได้ และเมื่อถึงวันที่ผู้ใหญ่ใจดี ต้องการเห็นคนใหม่ ๆ งานใหม่ๆ ไอเดียใหม่ ๆ เกิดขึ้นในวงการ ข้าพเจ้าก็เห็นดีและควรจะกระทำอย่างไม่รั้งรอ

      4. อ่านหนังสือให้เยอะขึ้น ดูหนังให้เยอะขึ้น ปีที่แล้วดูหนังน้อยมากให้ตายสิ ปีนี้คงต้องเสพงานมากขึ้นแล้วก็หาความรู้ใหม่ ๆ ใส่หัวให้เยอะขึ้นเพื่อไอเดียใหม่ ๆ

     5. ร้องเพลงบ้าง ไม่ได้เขียนเพลงและร้องเพลงอัดมานานแล้ว อยากเขียนเพลงใหม่ ๆ และร้องเพลงใหม่ ๆ วูบนึงเคยลามปามถึงขั้นคิดจะออกอัลบั้มเดี่ยว แต่ยั้งใจไว้ทันกลัวดัง ก็เลยคิดว่าอาศัยเกาะชายผ้าเหลืองชาวบ้าน ร้องแจม ๆ แซม ๆ กับเค้าไปก่อน ล่าสุด สแตมป์กำลังจะเปนเหยื่อรายแรก หุหุ

     6. เปนคนที่ดีต่อคนที่เรารักและรักเรา ที่ผ่านมาอาจจะเคยทำอะไรเอาแต่ใจ เอาตัวเองเปนศูนย์กลางตลอดเวลา ก็ต้องปรับต้องเปลี่ยน แม้ว่าประวัติศิลปินดัง ๆ มักจะเอาแต่ใจ ติ๊สแตกไม่มีใครเอา แต่ในท้ายที่สุดก็ยังมีคนรักอยุ่เคียงกายในวันสุดท้ายของชีวิต แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ใช่ศิลปินดัง และกระนั้นไม่พอ เกิดไม่มีใครจะเอาเราแล้วล่ะ สุดท้ายเราจะเอาแต่ใจกับใครก็ไม่มี มันน่าเศร้ากว่าเสียจริง ปีนี้จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น นะจ๊ะ

     7. หาแมวตัวใหม่มาเลี้ยงเปนเพื่อนน้องทางด่วนที่เชียงใหม่ เพราะสัปดาห์ก่อน แมวนินจาพึ่งเสียไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ครอบครัวของข้าพเจ้าเสียใจมาก ร้องไห้ไปสองคืน เพราะแมวนินจาเปนแมวขี้อ้อน รู้ความ นิสัยดี ไม่เอาแต่ใจเหมือนทางด่วน แต่มาด่วนจากไปก่อนวัยอันควร หาศิริรวมอายุคนก็ประมาณ 17-18 เท่านั้นเอง ความเสียใจของข้าพเจ้ายังไม่เท่าน้องทางด่วนแมวขาว เพราะแม่เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่นินจาจากไป ทางด่วนก็เอาแต่ร้องไห้ การร้องไห้นั้นคือการเข้าไปมุดอยู่กะที่นอนของแม่ และเอาหน้าซุกมือตัวเองทั้งคืน เปนงี้ทุกคืน แล้วก็ไม่ยอมให้แม่ไปไหนเข้ามาคลอเคลียให้อุ้มตลอด มันคงเหงา

     ความเปนจริงแล้วนินจามีน้องอีกคนชื่อขมิ้นเปนผู้หญิง แต่ก่อนหน้าที่นินจาจะจากไปไม่กี่วัน ขมิ้นหนีตามผู้ชายไปแล้ว ดังนั้นทางด่วนจึงเปนแมวเดียวดายในบ้าน แม้จะมี แมวชื่อจิงโจ้ อีกตัวก็ตาม แต่ทางด่วนก็ไม่ชอบนิสัยของจิงโจ่้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เคยถามแล้วแมวก็ไม่ตอบ กลับไปเชียงใหม่อาทิตย์หน้าต้องไปเสาะแสวงหาแมวอีกแล้ว ฯลฯ เ

 

     ขียนมาตั้งนานแล้ว สิ่งที่อยากทำก็ยังมีมากมาย กลับไปดูสเปศเก่า ๆ เวลาขึ้นปีใหม่ทีไรก็จะเขียนอะไรแบบนี้ตลอด ซึ่งก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง สาระแก่นสารของมันจริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ว่าทำได้หรือไม่ได้มั้ง เพราะเอาเข้าจริง การคิดถึงเรื่องอนาคตและความคาดหวังต่อสิ่งที่เราจะกระทำต่อไป การนึกถึงมันทำให้เรายังรู้ว่าเรายังอยู่วัยหนุ่ม ยังมีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรได้อีกเยอะ น่ากลัวเหมือนกันว่าปีหนึ่งเกิดเราไม่รุ้จะทำอะไรได้ขึ้นมามันจะเปนยังไงหวังไว้ว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกัยเราเร็วๆ นี้แน่นอน

ขอให้ทุกคนมีความหวังและความฝันอันบรรเจิดเรืองรอง

แมวโพง ช่างฝัน

 

ปล. 1 ใครอ่าน "ช่างสำราญ" แล้วคิดว่านวนิยายเรื่องนี้ควรสร้างเปนภาพยนตร์บ้าง

ปล. 2 "รอบบ้านทั้งสี่ทิศ" คือรวมเรื่องสั้นที่ระดับท็อปฟอร์ม ของคุณ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ ก่อนที่แกจะเสียชีวิตเปนหนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปี 2008 ที่ผ่านมา(ตามรสนิยมของข้าพเจ้า)

January 11

ความสุขของแมวโพง 2009

    

 

      ปี 2008 อันแสนสุขก็ผ่านไปแล้วแก้วตา พร้อมกับภาพยนตร์เรื่อง "ฝัน" อันถูกใจคนทั้งประเทศได้รับเสียงปรบมือกึกก้องกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวไปทั้งโลกา หลายคนบอกว่ามันเหี้ยยังโง้นยังงี้ หลายคนก็บอกว่ามันดียังงี้ยังงั้น ยังไงก็ได้ครับ ไม่ว่ากัน งานแบบนี้มันสองคน ยลตามช่องอยู่แล้ว ทำหนังมากี่เรื่องก็เปนยังงี้ มีคนเดินออกจากโรง มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีคนรัก มีคนเกลียด เปนเรื่องธรรมดาของการสร้างงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการนี้กคงเปนการทำดีได้แต่อย่าเด่นดัง เพราะย่อมมีคนหมั่นไส้ จ้องจะขัดแข้งขัดขา ไม่รู้เปนเหี้ยอะไร บางคนคงรอหาจังหวะมานานมาก หนังยังไม่เข้าเลย รอบเพรสเสร็จหนังยังไม่เข้าเลยไปพิมพ์ด่าในเว็บบอร์ดเสียแล้ว จากนั้นกระแสด่าก็ตามมามากมาย แต่ชินแล้วจ้า ไม่เคยโกรธหรือไม่เสียใจไม่อะไร คำวิจารณ์อันไหนมีเหตุมีผล เราก็อ่านไว้ไม่ว่าจะชมหรือด่าก็เหมือนเปนกระจกให้เราส่องตัวเองให้ครบทุกด้าน หรือใครจะด่าเฉย ๆ ไม่ได้วิจารณ์อะไรที่เปนเหตุเปนผล ก็อ่านไว้ ฟังไว้ ให้รู้ว่าเรายังมีด้านแย่ ๆ ที่คนอื่นเค้ามองเห็น เค้าเลยเกลียดเรา ไม่ได้เกลียดงานเรา หรือไม่ก็เกลียดคนที่ชอบเราเลยย้่ำยีเราแกล้งคนที่ชอบให้โมโหเล่น แม้จะเคืองในอารมณ์จนบางทีอยากจะเช็คไอพีแล้วตามไปมอบของที่รฤกให้ถึงบ้านหรือที่ทำงานของเขา แต่พึงขันติไว้ ทุกวันนี้คนเกรี้ยวกราดขึ้น เราก็อย่าไปตามนั้น อ่านจบปิดคอมก็ให้อารมณ์จบไปด้วย แล้วชีวิตจะดี

     หลายคนต้องการคำอธิบายเรื่อง "ฝัน" จริง ๆ หนังมันก็อธิบายตัวเองไปหมดแล้วตั้งแต่ชื่อเรื่อง แล้วที่ออกมาเปนยังงี้ก็เพราะหนังมันเล่าแบบความฝัน ที่เปนความฝันจริง ๆ ไม่ใช่ "ความใฝ่ฝัน" หรือ "ความเพ้อฝัน" มันคือเรื่องราวเวลาเราหลับตานอนลงไปแล้วเราดำดิ่งไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์ที่ไร้เหตุผล ไร้ตรรกะ ไร้กาลเวลา ไร้ความต่อเนื่อง และข้าพเจ้าก็เปนคนที่ฝันบ่อยมาก ฝันเกือบทุกคืน บางเรื่องก็สนุก บางเรื่องก็ลืมไป บางเรื่องก็ทำให้ร้องไห้น้ำตาแตกตอนตื่นขึ้นมา มารดาของข้าพเจ้าชอบบอกว่าตอนเปนเด็ก ๆ ที่ยังร่วมเตียงกับพ่อแม่ข้าพเจ้ามักจะหัวเราะออกมาตอนนอนเสมอทำเอาพ่อกับแม่ตกใจ (แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถามต่อว่าตกใจทำไม ทำอะไรกันอยู่) ในบางครั้งในความฝันว่าได้ของเล่นชิ้นใหม่มาแล้วตื่นมาก็เดินหาใหญ่เลย แม่บอกว่าเปนอาการฝันค้าง

    ทุกวันนี้ข้าพเจ้าจะมีสมุดจดอยู่หัวเตียงเสมอ ๆในนั้นจะบันทีกความฝันที่สนุกๆ ไว้เมื่อตอนตื่น บางทีไปนอนต่างที่ก็จดลงในมือถือ ยกตัวอย่างสิ่งที่จดไว้

     "ฝันว่าหนีการตามล่าของปีศาจตัวหนึ่งที่ตัวใหญ่น่ากลัว แปลงร่างได้ แต่มันกัวแสงสว่าง หนู ทุเรียนและไอ่อู๋(น้องชาย) ตอนแรกอยู่บ้านหลังหนึ่งใช้อาวุธต่าง ๆ พยายามฆ่ามัน แต่ที่หนังหนีไปอยู่ในโรงเรียนหมอ แล้วโดนหมอที่คลุ้มคลั่งไล่ฆ่า ปล. ที่ปีศาจกลัวไอ่อู๋เพราะมันเปนคนเลว" และ

     "ฝันว่า...(ชื่อคน)ไปเที่ยวค่ายแล้วโดนผีกรนใส่กลับมา เราเลยไปซื้อขนมหวาน โดนค่าหม้อแกงไปร้อยนึง ด่าแม่ค้าแล้วมันก็หายตัวไป แต่ในที่สุดเราก็จับได้" และก็เคยเล่าเรื่องความฝันไปสองสามตอนในสเปศแห่งนี้ถ้าจำไม่ผิดลองย้อนกลับไปอ่านดู

      ฉะนั้นก็เลยเอาวิธีการเล่าเรื่องแบบหลับแล้วฝันไป มาเล่าเปนหนังดู เชื่อว่าคงถูกด่าแน่นอน เพราะมันไม่ใช่วิธีปกติของการให้ข้อมูล และมันก็หลุดออกจากกรอบการรับรู้ของผู้คน(ในขณะที่มีสติครบถ้วน)อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดีมันก็เปนวิธีการน่าสนใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์ความฝันร่วมกับคนดู โชคดียังมีคนพอเข้าใจอยู่บ้าง มีหนังหลายเรื่องที่ใช้ประสบการณ์แบบความฝันเอามาเล่าเรื่องไม่ว่าจะเปนงานคลาสสิคอย่าง Un Chien Andalou ของดาลี และเพื่อน Dreams ของคุโรซาว่า Mulholan Drive (เขียนถูกป่าววะ) ของ เดวิด ลินช์ ลองไปดูกันเถอะ ยิ่งกว่านี้อีก

      นอกจากจะเล่าเรื่องที่ไม่เปนเรื่องแล้ว ก็ยังใส่เอาทุกอย่างที่เด็ก ๆ เสพกันเข้าไป ไม่ว่าจะเปนเกม การ์ตูน ทั้งเก่าและใหม่เอาให้เต็มที่ คนคุ้นเคยผ่านตาก็น่าจะรู้ว่ามาจากการ์ตูนอะไรบ้าง และแน่นอน คนที่พยายามจะบอกว่าเราไปก็อปเขามา ก็ไม่ผิด เพราะความฝันคนเรามี reference นะ ทุกสิ่งในความฝันต้องผ่านตาหรือมีประสบการณ์ร่วมบ้างถึงจะโผล่เข้ามาในความฝันได้ แม้ว่าจะเปนสิ่งผ่านตาไปสักเดี๋ยวด๋าวก็ตาม แต่บางตัวก็คิดได้เองนะ อย่างแมวเนี่ยมีมานานแล้วฮะ ไม่ต้องไปเอาของเค้ามาหรอก แล้วก็เสือขาวน่ะ ไม่ได้เอามาจากกังฟูแพนด้าหรอก เพราะในกังฟูแพนด้าเปนเสือดาวหิมะ แต่เสือขาวพี่ต่อเปนเสือขาวไซบีเรีย ตัวสมันเสื้อแดงที่หลายคนถกเถียงกันว่าเปนเก้งเปนกวางแต่อย่างใด เก้ง หรือ ฟาน ในภาษาของข้าพเจ้าตัวเล็ก เขามันไม่แตกสาขาอลังการขนาดนี้ ส่วนกวางก็ไม่รู้จะเอาพันธุ์อะไรดี ตกลงเปนสมันดีก่าเขาสวยเปนสัตว์หายากด้วยไม่ได้เจอกันง่าย ๆ เน่อ ส่วนศัพท์เก้งกวาง ไม่รู้ว่าใครคิดข้าพเจ้าไม่ชอบใจเท่าไหร่ เพราะกวางถือเปนสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนานะ ข้าง ๆ ธรรมจักรลองไปดูดี ๆ มักจะมีกวางหมอบอยู่ด้วยเสมอ เค้าใช้เปนสัญลักษณ์แทนปางปฐมเทศนา หรือว่าปางตรัสรู้หว่า จำไม่ได้ไม่แน่ใจ แต่ศักดิ์สิทธิ์ละกัน ใครจะใช้เปนสแลงก็ใช้ไป ข้าพเจ้าไม่เห็นควรด้วย

     มาถึงเรื่อง อนิเมชั่นและซีจี อันเปนที่วิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง หะแรกก็อยากทำให้มันอลังการสวยเก๋ เปนเกมนารูโตะ ในเครื่องเพลย์อยู่หรอก แต่เวลาขนาดนี้ งบ ขนาดนี้ทำไปทำมาชักไม่ทัน ทุกอย่างมันก็ต้องลดลงไป และนี่ก็เปนงานจับอนิเมชั่นครั้งแรกด้วย มีหลายเรื่องที่ทำไม่เปนและก็ไม่รู้มาก่อน แต่ตอนนี้รู้เกือบหมดละ สิ่งที่รู้และจำใส่สมองน้อย ๆ ของข้าพเจ้าเอาไว้เลยคือจะไม่เชื่อคำว่า "เดี๋ยวเรนเดอร์เสร็จมันจะมีครับพี่..." เพราะใครจะไปรู้ว่าตอนเปนเลย์เอาท์มันขยับตัวการ์ตูนขนาดนี้แล้วนึกว่าตอนไปเรนเดอร์พี่จะขยับต่อ เปล่าเลยพอเรนเดอร์ออกมามันก็ยังแข็งโก๊กอย่างเดิม ไอ้ที่วิ่ง ๆ อยู่ในเฟรมพอปลาย ๆ คัทแอบสไลด์ออกไป มันก็ยังเหมือนเดิม แล้วพอเมื่อเรนเดอร์เสร็จแล้วมันก็เปนเวลาที่ต้องส่งแลปปรินท์ฟิล์มแล้ว ฮือ ๆ...แก้อะไรไม่ได้ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ออ..ความฝันของเด็ก มันจะสวยหรูอะไรนักหนาเนาะ...เหอเหอ ส่วนซีจี ฉากร้องเพลงที่มีคนว่าปัญญาอ่อน ก็ไม่ผิด เพราะจงใจให้มันแอ๊บแบ๊วเปนรายการทีวีสำหรับเด็กยังงี้แหละ (แต่สังเกตฉากหลังขอยื้มมาจากเกมมาริโอ้นะ)จริง ๆ ทีแรกจะสร้างฉากจริงเปนสโมสรผึ้งน้อย เปนรายการเจ้าขุนทองอะไรงี้ด้วยซ้ำ แต่กัวร้องเพลงไปมาจะปัดฉากล้ม ตากล้องสะดุดหินล้มกลิ้งเสียหายกันไป

     แต่จะไปโทษซีจีเขาก็ไม่ได้หรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของข้าพเจ้าเอง ด้วยความอ่อนประสบการณ์ต่อโลกซีจีและอนิเมชั่น มันก็เลยพลาดไปด้วยประการฉะนี้ เปนเหตุให้ขณะนี้ได้เริ่มเรียนทำซีจีและอนิเมชั่นแล้ว เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นและเปนโอกาสได้พัฒนางานของตัวเองในด้านอื่น ๆ ใครจะบอกว่าข้าพเจ้าเปนเทพ หรือเปนศาสดา แต่ข้าพเจ้าไม่เคยแม้แต่จะบอกว่าตัวเองเก่ง การสร้างหนังสำหรับข้าพเจ้าก็ยังเปนการเรียนรู้อยู่เสมอ มีทดลองผิดหรือถูก มันอาจจะมีอะไรพลาดไปในการก้าวเดิน แต่มันก็ยังดีกว่าเอาตัวเองผูกติดกับรางวัลแล้วก็ย่ำอยู่ที่เดิม ๆเคลิบเคลิ้มกับคำชมเดิม ๆ ข้าพเจ้าทำงี้ไม่ลงหรอก เคยมีคนบอกว่าข้าพเจ้าไม่มีสไตล์เปนของตัวเอง ก็ต้องยอมรับ เพราะรู้ไหมว่า สไตล์ ไม่ได้เกิดขึ้นใน 5-6 ปีของการทำงาน มันต้องใช้เวลามากกว่านั้น ท่านคิดว่ากว่า ผกก ดัง ๆ ของต่างประเทศเขาจะสร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมาได้ เค้าใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ ส่วนข้าพเจ้า แมวโพง แสนดี เริ่มทำหนังสั้นเรื่องแรกตอนปี 2000 อายุ 19 เริ่มเข้าวงการทำหนังใหญ่ตอนปี 2003 อายุได้ 22 และปีหน้าจะอายุ 28 หนทางเส้นนี้มันช่างดูอีกยาวไกลน่อ...

     จึงอยากจะบอกว่าการสร้างหนังทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้อยู่ ยังมีอะไรอีกมากมายให้ทดลองเรียนรู้ไปในโลกภาพยนตร์ ที่เราเปนนักเรียน มีคนดูเปนคุณครู คุณครูไม่ชอบก็โดนด่าโดนตี เปนธรรมดา ครูคนไหนชอบเขาก็ชม ก็ว่ากันไป เสร็จงานชิ้นนี้ก็เริ่มชิ้นใหม่ ก็เท่านั้นครูบางคนตีแล้วก็แล้วไป บางคนตีแล้วตีอีก กระทืบซ้ำ ถุยน้ำลายใส่หน้า ตบหน้าซ้ำด่าก่นโคตรอีกตะหาก เราก็ได้แต่เชิดหน้าอย่างทรนงต่อไป เพราะความเกลียดชัง อยู่กับเขา ไม่ได้อยู่กับเรา ความทุกข์เปนของเขา ไม่ได้เปนของเรา ทำใจให้สบาย สร้างหนังต่อไป เผื่อวันหนึ่งเขาจะเห็นความดี ตบตี ด่าทอ แล้วก็ผลักลงเตียงฉีกเสื้อ จิกหัวขึ้นมาคำรามถ้อยคำหยาบคายใส่หู ก่อนจะก้มตัวลงเอาริมฝีปากอันร้อนผ่าวนาบลงบนคอระหงของข้าพเจ้าที่กำลังระทวยไร้ซึ่งแรงจะต้านทาน ฯลฯ

     อีกเรื่องคือเรื่อง ความโรแมนติก ไม่รู้ว่าใครจะมองความรักเปนยังไง แต่ข้าพเจ้าคงเปนคนไม่โรแมนติกเท่าไหร่กระมัง ยิ่งมาทำหนังเด็ก ๆ ก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะตีความความรักแบบเด็กๆไปทางไหน ก็เลยคิดว่าเวลาเด็ก ๆ รักใครแอบชอบใครมันคงจะpure มาก ๆเช่นเดียวกับความรักของแฟนคลับที่มีต่อศิลปิน จากประสบการณ์หนึ่งปีกับวงออกัส และแฟนคลับมากมาย ทั้งขาประจำและขาจร ทำให้รู้ว่าความรักของแฟนคลับก็ pure เช่นกัน อะไรหนอที่ทำให้คน ๆ หนึ่งตื่นมารอดูศิลปินที่ตัวเองชอบแต่เช้าตรู่แม้ว่างานนั้นจะอยู่แสนไกล อะไรหนอที่ทำให้คนเราข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อรับศิลปินที่ตนชอบกลับไปประเทศที่ตัวเอง อะไรหนอที่ทำให้คนได้แค่มองอยู่ไกล ๆ ก็ร้องไห้ออกมา ทั้งหมดไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากได้ชื่นชม ได้สัมผัส ได้ใกล้ชิด มันก็เปนความรักอีกแบบนั่นแหละ คนไม่เคยมีคงไม่เข้าใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าชีวิตเราครั้งหนึ่งควรมีศิลปินไว้ชื่นชอบ มีไอดอลไว้กรี๊ดบ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวเมื่อเวลาจิตใจอ่อนแอ หรือต้องการกำลังใจ สำหรับข้าพเจ้า...พี่เบิร์ด ช่วยได้

     เคยบอกว่าหนังคือลูกของเราและถ้าจะให้เปรียบ "ฝัน" ลูกคนเล็กของข้าพเจ้าเปนคนยังไง เขาคงเปนเด็กน้อยที่อ่อนต่อโลก บ้าบอสติแตกแบบไม่เก็บอาการ หน้าตาไม่น่ารักเท่าไหร่แต่งตัวก็ไม่ดี แต่สิ่งที่น้องฝันมีคือ ความจริงใจที่จะมอบความสุขให้ทุก ๆคน แม้บางคนอาจจะรับไม่ได้เพราะน้องฝันอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่บางคนก็รับได้และเอ็นดูน้องฝันก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

     อย่างไรก็ดีอยากจะบอกว่าตอนทำหนังเราก็ทำด้วยความที่มันเปนศิลปะ แล้วตอนคนมาดูเค้าจะมาดูมหรสพ หากจะเอามาตราฐานทางความบันเทิงมาตัดสินงานนี้ก็แล้วแต่วุฒิภาวะและประสบการ์ณของคนดู บ้างก็หรรษาบ้างก็เซ็งปี๊ดกันไป หากจะว่าด้วยมาตราฐานทางศิลปะก็ต้องพิจารณาไปตาม approach ของสาขานั้น ซึ่งก็ต้องใช้คำว่าแล้วแต่คนจะมองทั้งนั้นแหละถูกต้องที่สุด ไม่ได้ เซพสุดอย่างที่ มีคนค่อนขอดเอาไว้ในพันทิป เว้นเสียแต่ถ้าในใจของท่านบอกว่า มันเหี้ย ๆ ๆ เสียแล้วจะเอามาตราฐานใดมาวัดมันก็เหี้ย ส่วนเรื่องรายได้ ก็ต้องเสียใจกับผู้ที่พยายามจะแสดงความเวทนาว่า หนังฝันหวานอายจูบ มันเจ๊งต้องขอโทษด้วยที่มันไม่เจ๊งอย่างที่ท่านคิด แม้จะกำไรน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้อาจจะเสียดายอยู่บ้างแต่โลกก็เปนอย่างนี่แหละจ้า มีสมหวัง ผิดหวัง เสียดายแล้วเราก็ลุกขึ้นมาสร้างฝันของเรากันใหม่ ฝันที่เปนรูปธรรมที่มันไม่ง่ายเหมือน สร้างฝันของตัวเองบนโลกไซเบอร์ เน่อ...

 ขอบคุณที่เฝ้ามองการก้าวเดินทุกก้าว และขอสวัสดีปีใหม่ 2009 ขอให้ทุกคนพบแต่เรื่องดี ๆ สุขสมปรารถนาทุกประการของชีวิจเทอญ สวัสดี

แมวโพง ฝันหวาน แบบไม่อายใคร

 

 

ปล. ตอนหน้า จะว่าด้วยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2009 นี้แล

 

Windows Media Player

Photo 1 of 8